Taste of Italia3: Venezia ด้วยรักและหมั่นไส้ 

เวนิสเหมือนการสวาปามช็อกโกแล็ตเหล้าทั้งกล่องลงไปรวดเดียว  (“Venice is like eating an entire box of chocolate liqueurs in one go.”- Truman Capote) คำกล่าวนี้เป็นจริงตั้งแต่ลงจากสถานีรถไฟSanta Lucia มาเหยียบพื้นเกาะ มันเป็นความรู้สึกของรสชาติหอมหวานปนขมคอ เลี่ยน อิ่มอึดอัดทำอะไรไม่ถูกแต่ก็ยัดมันเข้าไปจนหมดในคราวเดียว … เวนิสไม่เหมือนที่ไหนในโลก และไม่มีที่ไหนเหมือนมัน (แม้แต่Tokyo Disney Sea ที่จำลองเวนิสขึ้นมาบนธีมพาร์คยังเอามาได้แค่เปลือกอันสวยงามหลอกตา) น่าเสียดายที่ความสวยงามอันน่าประทับใจนั้นเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว ไม่สามารถทำให้เรารู้สึกหลงรักประทับใจต่อเนื่องไปจนจบได้ Venezia หรือ Venice มีสภาพเป็นเกาะที่ถูกเชื่อมกับแผ่นดินโดยทางรถไฟ และเชื่อมระหว่างเกาะอีกมากมายด้วยสะพาน บนเวนิสไม่มีรถ (อาจจะมี แต่น้อยจนไม่เห็น ถนนไม่เอื้ออำนวยต่อการขับ เพราะเต็มไปด้วยสะพานเล็กและตรอก) การเดินทางทั้งหมดจึงต้องใช้เรือ และเดินเท้า ถ้าคุณพักที่โรงแรมในเวนิส เตรียมใจลากกระเป๋าข้ามเมืองเป็นกิโลได้เลย และเนื่องด้วยความเหนื่อยบนความไม่สะดวกนี้ ทำให้ความประทับใจแรกพบของเรากับเมืองนี้ค่อนข้างแย่ โดยรวมของเมืองมีตึกรามที่งดงาม ผังเมืองและคลองน่าหลงใหล ดูไปดูมาก็ละม้ายคล้ายธีมพาร์คของโชว์มากกว่าเมืองที่มนุษย์อาศัยอยู่จริงๆ โดยเฉพาะรูปวิวที่ถ่ายออกมาทีไรก็อิดหนาระอาใจกับคลื่นนักท่องเที่ยว พวกนางคือกลุ่มทัวริสต์ที่มากับเรือเที่ยวแรก แวะถ่ายรูปแลนด์มาร์ก โบกขาเซลฟี่ไปทั่ว และพร้อมจะจากไปภายในครึ่งวัน…

Taste of Italia 2: Firenze เมืองศิลปิน

ที่จริงตอนที่ 2 ของคอลัมน์นี้ต้องเป็น Venice…  แต่ด้วยความที่นุ้งเคียเกลียดเวนิส (รัก ชอบ เกลียด หมั่นไส้ แต่รวมๆ คือเกลียด) จากทริปนี้มาก จึงขอดองมันไปไว้ท้ายๆ หรือไม่เขียนเรียกตีนกลุ่มคนรักเวนิส หรือ กลุ่มผู้ยังมีความใฝ่ฝันอยากไปเยือนเมืองแห่งน้ำนั่น ไว้หน้ามันสักหน่อย #เห้อม ต่อจากตอนแรก Taste of Italia 1 Bellagio& Lake Como  นุ้งเคียก็ได้ไปเวนิส (ข้าม) และนั่งรถไฟจากซานตาลูเซียมายัง ซานตามาเรียนูเวล สถานีรถไฟประจำเมืองฟลอเรนซ์ ฟลอเรนซ์ (ชื่อสากล) หรือ ฟีเรนเซ่ (ชื่ออิตาเลียน) ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองพิพิธภัณฑ์ แทบทุกซอกมุมเมืองเป็นศิลปะไปหมด อยู่ในแคว้น Toscana (ทอสคานา / ทัสคานี) เมืองนี้เป็นเมืองเก่าที่โด่งดัง คุมโทนหลังคาสีส้ม ปูพื้นถนนด้วยหินบล็อคที่ไม่รู้ไปถลุงจากไหนนักหนา มีพิพิธภัณฑ์เป็นสิบ หากใครเข้าชมครบอาจเป็น Museum sickness ได้โดยง่าย ตึกรามที่อาศัยหลักร้อยหลักพันปี พอๆ กับวิหารอาคารและศิลปะในเมืองนี้ โดยรวม…

Tea, Little by Little มหกรรมวิคตอเรียนและหลังจากนั้น #2

ต่อจากเมื่อวานนะคะ ความเดิมตอนที่แล้ว  Tea, Little by Little แรกเริ่มเดิมที#1 เมื่อวานที่เต็มไปด้วยความเยอะของคนอังกฤษที่เห่อชาจีน วันนี้มาต่อกันที่… มหกรรมวิคตอเรียน อย่างที่รู้ๆ กันว่าอังกฤษยุคก่อนนี้เป็นปลื้มการดื่มชาแบบจีนมาก จนถึงขนาดมีร้านน้ำชาเลียนแบบจีนตั้งขึ้นมาสำหรับหลากหลายชนชั้น ผ่านไปเป็นร้อยปี อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ อังกฤษชนะ สงครามฝิ่น ได้บังคับให้จีนเซ็นต์สนธิสัญญาที่มีเนื้อหาเอารัดเอาเปรียบรีดเลือดจากปูอย่างมหาศาล เหมือนที่ทำกับไทยก็คือ บังคับให้จีนเปิดเมืองท่าตามชายทะเลเพื่อค้าขายกับอังกฤษบ้างล่ะ คนอังกฤษทำผิดก็ไม่ต้องขึ้นศาลจีนบ้างล่ะ จีนเสียเปรียบกันเห็นๆ แต่ก็ต้องจำใจเซ็นต์ด้วยความพ่ายแพ้ เศรษฐกิจจีนช่วงนั้นถูกทำลายย่อยยับเลยค่ะ และในขณะนั้นเอง ดาวรุ่งใหม่ของวงการชาก็ได้ปรากฏขึ้น อินเดีย ปลูกใบชากันอย่างกว้างขวาง และก็ได้กลายเป็นแหล่งผลิตขนาดยักษ์ ก้าวเข้ามาในตลาดเมืองผู้ดีอย่างรวดเร็ว ชาชนิดใหม่ เช่น ชาดำ เริ่มเป็นที่รู้จัก และในยุคทองของพระนางวิคตอเรีย การดื่มชาก็ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ และความปรารถนาอย่างแรงกล้าของชนชาติอังกฤษอย่างแท้จริง ไม่ว่าใครก็พรีเซนต์ตัวเองว่าดื่มชาของอะไร พันธุ์อะไรที่ชอบ ชอบดื่มกี่โมง ที่สำคัญคือยี่ห้อชุดน้ำชาที่ตัวเองชอบ คนอังกฤษไม่ว่าจะผ่านไปร่วมกี่สมัยก็ยังเห่อพร็อบประกอบการดื่มชาไม่หายจริงๆ ชุดน้ำชาที่เริ่มมาบูมๆเอาช่วงนี้คือกาน้ำชาสองหัว หรือ Two spouts teapot เอาไว้สำหรับชงชาคนละอย่าง หรือด้านหนึ่งชาเข้ม อีกด้านหนึ่งชารสอ่อน อีกอย่างที่บูมๆ ในหมู่ผู้ดีมีหนวด Mustache cups อันนี้ตลก เป็นถ้วยชาที่ออกแบบไว้ให้มีตะพัก/หิ้งเล็กๆ อยู่ตรงขอบแก้วด้านหนึ่ง…

Tea, Little by Little แรกเริ่มเดิมที#1

Sorry for foreign readers, Thai language only again. สวัสดีค่ะ เอนทรี่นี้มีคนรีเควส บวกกับอยากเขียนด้วยตัวเองอยู่แล้วนิดหน่อย ที่จริงบลอกนี้ควรจะเป็นบลอกเกี่ยวกับอาหารและขนมเต็มตัวไปเลยเนอะ ฮ่าๆๆ ไม่ค่อยได้วาดรูปเลย ถึงวาดก็แปะแต่ในเพจ ไว้อาร์ตบุ๊คขายเมื่อไหร่จะทยอยอัพstep วาดรูปลงบ้างนะคะ เอนทรี่นี้เกี่ยวกับชาในอังกฤษ ความหรูหราไฮโซ ความเยอะของนาง มากมายมหาศาล ต้องยอมรับจริงๆ ว่าอังกฤษนี่”เยอะ” กับชามาก ข้อมูลที่เอามาเขียนนี่ก็สนองความสนใจของตัวเองและเผื่อใครจะเอาไปเป็น reference ในคอมมิคหรือนิยายก็ไม่ผิดแต่อย่างใด ข้อมูลเบื้องต้นมาจากหนังสือ The Ritz London Book of Afternoon Tea; The Art and Pleasures of Taking Tea โดย Helen Simpson ซึ่งแน่นอนว่าบทความนี้จะไม่ใช่แค่เอนทรี่เดียว แต่คงจะสลับมาเขียนกับเอนทรี่อื่นๆ ด้วย และจะเล่าตามความเข้าใจบวกกับประสบการณ์เล็กๆ น้อยๆ ที่เราสัมผัสมาด้วยค่ะ เวลาน้ำชา สำหรับคนไทย ฟังแล้วคิดถึงอะไรก่อนเลยคะ?  ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงจินตนาการยากกว่านี้…