Taste of Italia 2: Firenze เมืองศิลปิน

ที่จริงตอนที่ 2 ของคอลัมน์นี้ต้องเป็น Venice… 

แต่ด้วยความที่นุ้งเคียเกลียดเวนิส (รัก ชอบ เกลียด หมั่นไส้ แต่รวมๆ คือเกลียด) จากทริปนี้มาก จึงขอดองมันไปไว้ท้ายๆ หรือไม่เขียนเรียกตีนกลุ่มคนรักเวนิส หรือ กลุ่มผู้ยังมีความใฝ่ฝันอยากไปเยือนเมืองแห่งน้ำนั่น ไว้หน้ามันสักหน่อย #เห้อม

ต่อจากตอนแรก Taste of Italia 1 Bellagio& Lake Como  นุ้งเคียก็ได้ไปเวนิส (ข้าม) และนั่งรถไฟจากซานตาลูเซียมายัง ซานตามาเรียนูเวล สถานีรถไฟประจำเมืองฟลอเรนซ์

ฟลอเรนซ์ (ชื่อสากล) หรือ ฟีเรนเซ่ (ชื่ออิตาเลียน) ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองพิพิธภัณฑ์ แทบทุกซอกมุมเมืองเป็นศิลปะไปหมด อยู่ในแคว้น Toscana (ทอสคานา / ทัสคานี) เมืองนี้เป็นเมืองเก่าที่โด่งดัง คุมโทนหลังคาสีส้ม ปูพื้นถนนด้วยหินบล็อคที่ไม่รู้ไปถลุงจากไหนนักหนา มีพิพิธภัณฑ์เป็นสิบ หากใครเข้าชมครบอาจเป็น Museum sickness ได้โดยง่าย ตึกรามที่อาศัยหลักร้อยหลักพันปี พอๆ กับวิหารอาคารและศิลปะในเมืองนี้

โดยรวม

ไอ ฟรีคกิ้ง เลิฟ ดิส ซิตี้!!!! ♥♥♥♥

อยากให้มาสักครั้งในช่วง Spring แล้วคุณก็จะหลงรักเมืองนี้เช่นกัน !!

#เนื้อหาสาระที่แท้จริงอยู่หลังจากนี้


Taste of Italia

คอลัมน์นี้ตั้งใจจะไม่นำเสนอการท่องเที่ยว จะเป็นเรื่องของอาหารเป็นหลัก ทั้งหมดเป็นบันทึกสายแดกของนุ้งเคียที่ไปตามความฝัน(และความหิว) ที่อิตาลีมาค่ะ เป็นทริปที่เปลี่ยน attitude อะไรหลายอย่าง แต่เราจะไม่เขียนถึงมัน (เอ่อ…) เราเน้นกิน #ชัดเจน

พูดถึงอาหารการกินของอิตาลีแล้ว เป็นของชอบระดับเดียวกับญี่ปุ่นเลยทีเดียว ด้วยความที่เราชอบแป้ง ชีส มะเขือเทศ และกระเทียม เราเลยเสพติดการแดรบพาสต้ามาก ที่ไทยมีร้านโปรดที่ทำให้อิตาลีสุดๆ  แต่การจะบอกว่าอันนั้นอิตาลี อันนี้ไม่ใช่ ก็เป็นเรื่องยากเหมือนกัน อิตาลีมีความหลากหลายทางอาหารต่ำ categoryของอาหารจะคล้ายๆ กันไปหมดทั้งประเทศ พิซซ่า พาสต้า บรูสเกตต้า รีซอตโต้ ของทอด ทว่าแต่ละ Region (แคว้น) มีรสมือการปรุงที่ต่างกัน เครื่องเทศที่ใช้ก็ไม่เหมือนกัน

อิตาลี ไม่บ้าสมุนไพรถึงขนาดฝรั่งเศส ที่เอะอะก็พาสลีย์ เซจ โรสแมรี่ แอนด์ไธม์ ♫ ที่เขาบ้าจะเป็นชีส มีชีสเป็นล้านอย่าง น้ำมันมะกอกกับน้ำส้มสายชูบัลซามิก แล้วก็พวกเนื้อกับปลาของแต่ละพื้นที่จะไม่เหมือนกันเลย

พวกเรามาถึงฟลอเรนซ์ก็เริ่มเย็นแล้ว นั่งแท็กซี่จากสถานีซานต้ามาเรียนูเวล มาที่โรงแรม Hotel Orchidea ซึ่งเป็นโรงแรม 1 ดาว ในเขตเมืองเก่าฟลอเรนซ์

อ่านไม่ผิดหรอก หนึ่งดาวจริงๆ แต่เป็นหนึ่งดาวที่ได้เรตติ้งโฮเทล 8/10 นาจรา เนื่องด้วยโรงแรมนี้สร้างจากอาคารเก่า กี่ร้อยปีไม่รู้ แต่เก่ามาก วัสดุเป็นหินและไม้ทั้งหมด บนผนังยังมีลวดลายภาพวาดโบราณอยู่เลย

ลิฟท์ขนกระเป๋า น่ากลัว ออดๆ แอดๆ ยังกะเรื่องคริมสันพีค ทำเอาไม่กล้าใช้ ใส่ไปแต่กระเป๋าแล้วเดินขึ้นบันได

ห้องนอนสวยดีค่ะ แยกเป็นสามเตียง นอนสามคน ได้ห้องกว้างมาก นี่หรือโรงแรม  1 ดาว

ที่เป็น 1 ดาวน่าจะเป็นเพราะห้องอาบน้ำเป็นห้องร่วมแบ่งกันใช้ (รับได้ไม่บ่นค่ะ) ของใช้เก่ากึก และมีผู้ดูแลโรงแรมแค่ 2 คนเท่านั้นเองค่ะ ซึ่งสองคนนี้เป็นป้าอิตาเลียนน่าร้ากสูงวัย ให้คำปรึกษาด้านร้านอร่อย สถานที่ท่องเที่ยวในเมืองด้วย

ป้าแกบอกว่า ช่วงนี้เป็นฤดูท่องเที่ยวของฟลอเรนซ์ พวกพิพิธภัณฑ์ถ้าไม่จองอาจจะมีแห้วได้ และถ้าอยากขึ้น Duomo di Firenze (รูปบนสุด) ก็ต้องไปต่อคิวขึ้นตั้งแต่ 8 โมงเช้านาจรา

เราเลยตัดสินใจว่า เราทัวร์กันแบบเดินจับฉ่าย เข้าที่ไหนได้ก็เข้าแล้วกัน

เราได้รับเสียงลือเสียงเล่าอ้างมาว่า อิตาลีนั้น ร้านอาหารทั่วไปหรือข้างทางก็อร่อยค่ะ ไม่จำเป็นต้องไปร้านใหญ่ๆ ดังๆ ดังนั้น ค่ำนั้น เป็นร้านอาหารใกล้โรงแรมค่ะ เจ้าของร้านเป็นป้าคนนึงดูเฮ้วๆ

ป้าแกทำเอง รับแขกเอง ปูโต๊ะเอง เก็บเงินเอง ไม่รู้เป็นเชฟเองด้วยมั้ย บริการอย่างดิบเถื่อนชอบกล ใครมาคนเดียวนั่งโต๊ะ 4 ป้าแกก็ยกโต๊ะหนีไปเลย 5555555

ด้วยว่าเป็นมื้อเย็น เราจึงมี Antipasto  (อาหารเรียกน้ำย่อย ถ้าเป็นพหุนามเรียก antipasti )

 Bruschetta อ่านว่า บรูส-เกตต้า ไม่ใช่ บรูเชตต้า จานนี้นุ้งเคียเคยสอนทำด้วยล่ะ (สูตรอยู่ในหน้า Recipe ของบล็อกนี้นะคะ) เป็นของที่นิยมเสิร์ฟในร้านอาหารอิตาเลียนในไทยด้วย คือขนมปังปิ้งให้กรอบ ถูด้วยกระเทียม ท็อปอัพด้วยมะเขือเทศ ผสมน้ำมะนาว น้ำมันมะกอก ใบโพระพาสับ

บรูสเกตต้าไม่จำกัดว่าต้องโปะหน้าเป็นอะไร หลายร้านใช้เห็ดผัดหัวหอม บางที่ก็เป็นขนมปังหน้าซาลามี่ ทั้งนี้ทั้งนั้นมักจะมาเป็นจานเล็ก ไม่อิ่มมาก เหมาะกับการเรียกน้ำย่อยให้อยากกินจานหลัก

Ravioli เกี๊ยวอิตาลี ไส้ครีมเฮเซลนัท ไส้ยังไงก็ราดหน้ายังงั้น จานนี้รู้สึกจะงานหยาบไปหน่อย

Tagliatelle al cinghiale ออกเสียงยากเหลือเกิน “ตาเกลียเตเล่” จานนี้เป็นของดังของแคว้น Toscana เขาล่ะ มันคือพาสต้าเส้นสด เคี้ยวหนุบหนับ อร่อยมากๆ ผัดกับสตูว์หมูป่า เราเคยดูรายการทำอาหารของทอสคาน่านี่ฮิตใช้หมูป่าทำอาหารมาก จับได้เยอะหรือยังไงไม่รู้  รู้แต่เขาจะล่าหมูป่ากันเดือนพฤศจิกา ถึงมกรา เพราะมันชอบเข้าไปตามพื้นที่เพาะปลูกแล้วกินองุ่นไวน์ชาวบ้าน

อันว่า ตาเกลียเตเล่ นี้เป็นชื่อเส้น แต่อาหารจานนี้จริงๆ เรียกว่า Pappardelle Cinghiale เป็น Signature Dish ของแคว้นทอสคาน่าเชียวล่ะ

พิซซ่าหน้าพรอสกวิตโต้ + เห็ด+ ชีส Brie กับมะกอกดำ อร่อยตามมาตรฐานพิซซ่าอิตาเลียนเช่นเคยค่ะ อันที่เกิดมาตรฐานแล้วอร่อยเว่อวังเกินคำบรรยายก็อยู่ในเอนทรี่นี้แหละค่ะ ยังไม่ถึง รอไปก่อน

อันนี้ของคนละร้านค่ะ แต่ขอเอามารวม จากร้านชื่อ Farm to Table บรูสเกตต้าตับบด อันนี้ก็อาหารดังของแคว้นทอสคาน่าเหมือนกัน สำหรับเรารสชาติธรรมดาค่ะ ทำเองอร่อยกว่า #แน่ะ

Cold Cut ค่ะ ในไทยมีขายเกือบทุกร้าน (มั้ง) แล้วก็ตามบุฟเฟ่ต์โรงแรมในไทยมีเยอะค่ะ ของที่นี่ก็อร่อยดี คนอิตาเลียนไม่ค่อยกินหมูสดเลย เห็นกี่ทีทำ cured meat ตลอด

เนื่องจากค่ำแล้ว (หนาว) ร้านในเมืองก็ปิด เปิดแต่ผับ จึงยังดูอะไรไม่ได้มาก จรลีกลับที่พักไปทำหัวให้อุ่นแล้วนอนซุกหมอนดีกว่า

เตียงโรงแรมนุ่มอุ่นมากค่ะ รักโรงแรมนี้ฝุดๆ


ฟลอเรนซ์เป็นเมืองที่งดงามตั้งแต่เช้า แสงแดดทำให้มีชีวิตชีวามาก

คุณป้าเจ้าของโรงแรมบอกว่า ที่นี่ไม่มีเบรกฟาสต์หรอกน้า (ตามสไตล์คนอิตาเลียนแม่มไม่กินข้าวเช้า) ลงไปเดินถนนสิ แถวนี้มีร้านคาเฟ่ขายครัวซองต์อร่อยๆ มากมาย

แล้วเราก็มาเจอ I Ghibellini เป็นร้านที่ตอนกลางคืนมันจัดบุฟเฟ่ต์สลัด ไม่หลับไม่นอน แถมยังเปิดเป็นเจ้าแรกตอนเช้าอีก ผิดวิสัยคนอิตาลีขี้เกียจทำงานมากๆ มึงโดนจีนสิงมาใช่ไหมมม

*กลัวจะว่า Racist ….คนอิตาเลียนขี้เกียจทำงานจริงๆ ค่ะ = = เปิดร้านอะไรต่อมิอะไรเกือบเที่ยง พอบ่าย3 ก็ปิด เปิดอีกที 6 โมงเย็น กระทั่งร้าน Grocery หรือร้านขายเครื่องเขียนก็ยังเป็นยังงั้น ทำให้สงสัยว่าถ้ามันขยันทำงานกว่านี้มันคงไม่งอแงเรื่องประเทศเป็นหนี้

ยังดีที่เซอร์วิสมายน์คนที่นี่น่ารักกว่าคนฝรั่งเศสมาก คนอิตาเลียนเป็นมิตรเหลือเกิน พยายามพูดอังกฤษแม้จะงูๆ ปลาๆ แต่ก็พูดด้วยตลอด บอกทางเอย อธิบายอะไรเอยไม่ค่อยอิดออด แล้วก็ยิ้มเก่งด้วยค่ะ

ครัวซองก์ร้าน Ghibellini น่ากินมว้ากกกกก เห็นแล้วน้ำลายไหลอยากสั่งสัก 10 อัน

สั่งเป็นแบบ Plain กับแบบโกโก้มา

คือมันดี!!! เท็กส์เจอร์มันดีอะคุณ ใช้เนยแพงแน่นอน ครัวซองก์แบบนี้ถ้ากินในไทยก็ชิ้นเกือบร้อยอะนะ ติดใจทั้งรสชาติทั้งบรรยากาศ นั่งโซ้ยริมถนนตากแดดยามเช้า

ไม่พลาดช็อคโกลาเต้ อันนี้จะข้นน้อยกว่าที่ Lake Como นุ่มนวลเหมือนกาแฟลาเต้

เราเริ่มต้นวันด้วย City Tour เดินจับฉ่ายย่านเมืองเก่าไปเรื่อยๆ

ฟลอเรนซ์มีชีวิตชีวา อารมณ์ดี เต็มไปด้วยศิลปิน 

หลายเมืองในอิตาลี (เช่นเวนิส = =) จะเต็มไปด้วยคนดำทำธุรกิน ขายแบรนด์เนมปลอมปูเสื่อกันเต็มถนน เมืองนี้ก็เช่นกัน แต่ตร.เขาเข้มกว่า ส่วนมากเขาจะให้ขายเฉพาะงานศิลปะเท่านั้น

บนถนนมี Street Artist มากมาย นักดนตรีฝีมือดีๆ ทั้งนั้น ทุกคนต้องลงทะเบียนกับทางการก่อนจะมาเล่น

ที่ประทับใจคือ เห็นคนที่ไม่ลงทะเบียนแล้วมาเล่นโชว์ ตำรวจจะเข้าไปจับยังรอเขาเล่นจนจบเพลงก่อน /// งือ น่ารัก

มีกระทั่งฮอบบิท 5555 น่ารัก คนขับรถตามหลังยังไม่กล้าบีบแตรไล่ ลุงแกตลกเหลือเกิน ดูเครื่องดนตรีสารพัดนึกบนหลังลุงแกสิ 5555555

พวกนี้ขี่ม้าไปรอบปราสาท แล้วม้าก็วางกับดักไว้บนถนน /ปิดตาชี้อึ

ย่านเมืองเก่ามีร้านช็อกโกแล็ตน่ารัก ท่าทางจะเปิดสาขาในหลายเมือง ชื่อ Venchi 

ข้างในขายช็อกโกแล็ต เจลาโต้ และ…

ขุ่นพระ เห็นแล้วกิเลสเกิด คนขายยินดีเปิดก๊อกใส่แก้วให้คุณในราคา 1.2 ยูโร

คือแบบ ขุ่นพระะะ Hello diabetes !!! /แล้วไงคัยแค กินอยู่ดี คนเดียวหมดถ้วย หวานมัน หอมมาก

พอพ้นเขตเมืองเก่าแล้ว ก็จะเป็นเนินเขาให้ขึ้นไปชมเมืองฟลอเรนซ์ทั้งเมือง

ตรงนี้จะเป็นจุดที่ชาวชะโงกทัวร์จะนั่งรถขึ้นไป เก็บรูปเมือง อะ เสร็จแล้วกลับ … แต่สำหรับคนเดินเท้าอย่างพวกเราไม่มีรถให้นั่ง ต้องลากขาขึ้นบันไดไปเรื่อย เขาก็สูงปานกลาง เหนื่อยหอบแดกได้เหมือนกัน

ภาพที่มองลงมา ทำให้ลืมหายใจได้เลยทีเดียว….. คุ้มค่ากับการแบกเท้าขึ้นเขา

(ภาพนี้จากกล้องของพี่ชายค่ะ)

เทียบ ภาพนี้ก็จากกล้องพี่ชาย ถ่ายตอนพระอาทิตย์ตกลอดสะพาน Vecchio ที่โด่งดังของเมือง

ฟลอเรนซ์เป็นเมืองที่สวยสง่างามจริงๆ เป็นสมบัติของโลก


โซนพิพิธภัณฑ์ สรุปแล้วเราก็ได้เข้า Gallery Uffizi อย่างเด๋อๆ แม้จะไม่ได้จองมา ต่อคิวเข้าได้เหมือนกันนะ

แนะนำให้เข้าไปแล้วเช่าหูฟังบรรยายภาพด้วยค่ะ เขาจะเล่ารายละเอียดของภาพ สัญญะของภาพหลายอย่าง สนุก

Uffizi มีภาพวาดสำคัญของโลกหลายชิ้น เช่น Birth of Venus

งานที่ดาวินชี ไปคอลแลบกับอาจารย์สมัยยังเรียนอยู่ แล้ววาดสวยมากจนอาจารย์เลิกสอนไปเลย (นางฟ้าสององค์ฝั่งซ้ายค่ะ)

ซาโลเม่ กับหัวจอห์นเดอะแบปติสม์ ….โอย รูปนี้เราชอบบมากกกค่ะ ดีใจมากที่ได้เห็นของจริง ////
เป็นเรื่องสาวงามที่หลงรักสาวกของพระเยซู แล้วขอให้กษัตริย์ตัดหัวเขามาให้ เพื่อนางจะได้จุ๊บ ♥

รูปนี้ตลกดี คนจ้างวาดไม่ยอมซื้อรูป เพราะบอกว่าวาดพระเยซูขอบตาคล้ำไป เหมือนซาตานมากกว่า 55555

มีอีกหลายรูปที่งามมาก ขออนุญาตไม่ลง เดี๋ยวเอนทรี่ยาวเกินรับได้

เยือนถิ่นเดวิด ตามติดกะจู๋ (อันนี้ของปลอมนะ ของจริงอยู่อีกมิวเซียมนึง)

เพอร์ซิอุสผู้ฆ่าเมดูซ่า จู๋เล็กกว่าเดวิดอีก #เส้า

ศิลปะงานแกะหินนี่น่าทึ่งจริงๆ ทำยังไงให้ดูนุ่มนวลเป็นกล้ามเนื้อได้ขนาดนี้คะะ

ที่ Duomo di Firenze หรือ มหาวิหารฟลอเรนซ์ มีลานรอบๆ คึกคักตลอด

ประตูทางเข้ายิ่งใหญ่มาก (ไม่ได้เข้าหรอกนะ) เดินกินขนม ฟังเพลงแถวนั้นไปเรื่อย จนหิวข้าวเที่ยง

ร้านนี้ชื่อ Pizzeria Forno a Legna  อยู่ใกล้ๆ วิหารเลย มีที่นั่งข้างใน แต่เราก็เลือกจะนั่งข้างนอก ชมวิหารไปทานอาหารไป

Polenta Grilled Cheese ค่ะ ตัวแป้งทำจาก Cornmeal ต้มแล้วนำไปขึ้นรูป ในบ้านมีเรารู้จักอยู่คนเดียว ที่จริงไม่ใช่ของอร่อยนักหนา แต่อยากให้คนในครอบครัวได้ลองชิมเลยสั่งมา มันมัน หงุบหงับๆ ดีค่ะ

Risotto al Porcini รีซอตโต้เห็ดพอร์ชินี่ ชุ่มชีส ชุ่มชื้นหัวใจมากล้น หาร้านที่ทำไม่อร่อยยากเหลือเกิน ที่นี่ก็อร่อยมากเลย วัตถุดิบดี ปรุงก็ถึงรส

ทำจากข้าวคาร์นาโรลีผัดกับหอมใหญ่ น้ำมันมะกอก ไวน์ขาว น้ำสต็อกแล้วก็เห็ด แล้วก็ชีส ไม่แน่ใจว่าชีสอะไรค่ะ อร่อยริชมากจริงๆ

เพนเน่ครีมซสมะเขือเทศ อาหย่อย

เด็ดสุดยกให้นี่เลย เธอมีนามว่าาาาา Pizza Napoli เป็นหนึ่งในความทรงจำอันดีเลิศของดิฉัน พิซซ่าแป้งเหนียวกรอบอร่อย ซอสมะเขือเทศ มะเขือเทศสดๆ ใบโหระพา กับชีสมอสซาเรลล่านมควายของอิตาลี (ไม่ใช่ของเมกา) เป็นพิซซ่ามังสะวิรัติที่ลืมไม่ลงตลอดชีวิต อร่อยมากกกก

อิ่มแล้วก็หาน้ำปั่นแถวนั้นกิน พอบ่ายแก่ๆ ก็ขึ้นรถไฟไปเมืองอื่นต่อ

สิริรวมเวลาอยู่เมืองนี้ 2 วัน 2 คืนค่ะ

 

สำหรับเรา ฟลอเรนซ์เป็นเมืองอันดับ 1 ที่อยากกลับไปอีกในอิตาลี ถ้าคุณผู้อ่านมีโอกาสไปเยือนอิตาลีและได้เขียนโปรแกรมทัวร์เอง ก็อยากให้อยู่เมืองนี้นานสักหน่อย พักโรงแรมที่ใช้ตึกเก่าๆ ในเมือง ออกมาอาบแดดตอนเช้า ใช้เวลากับการเดินละเลียดและเข้ามิวเซียมนานสักนิด นั่งพักจิบกาแฟดูศิลปินเล่นดนตรียาวๆ ไป กินอาหารดีๆ ให้มากๆ

อย่าแค่มาเพื่อดูสะพานเวคคิโอ้ ถ่ายรูปแม่น้ำอาร์โน ไปเดินชะแว้บผ่านดูโอโม แล้วก็ขึ้นรถทัวร์ไปต่อ ถ้าทำแบบนั้นจะไม่เข้าใจความงามที่ทำให้ศิลปินอย่างดาวินชี หรือมิเกลันเจโลต้องมาหาแรงบันดาลใจอย่างเพียงพอ

มีอีกที่ที่อยากแนะนำให้ลองสัมผัส คือแกลอรี่ของ Alessandro Dari ศิลปินสตีมพังค์ที่สร้างออฟฟิศได้เล่นแร่แปรธาตุจริงๆ สถานที่อยู่ระหว่าง Ponte Vecchio ไปยังทางขึ้นเนิน กดเข้าเว็บไปดูงานเขาได้ที่นี่   ถ้าคุณผู้อ่านมีจริตรักงานแนวนี้แบบเรา จะต้องกรี๊ดออกมา เชื่อเลย…

 


Taste of Firenze: After Journey

นี่คือของที่ซื้อกลับไทยมาด้วย

  • เครื่องเทศอบแห้งไว้ทำพาสต้าผัดน้ำมันที่ไทย มีหลายแบบ ทั้งหอมๆ ธรรมดา กับเผ็ดสุดๆ
  • เห็ด Funghi Porcini

วิธีใช้เห็ดพอร์ชินี่ ก็เหมือนเห็ดหอมแห้ง แกะจากซอง เอาไปแช่ให้บวมน้ำครึ่งชม. แล้วบิดออกมา

จะผัดกับคาเปลลินี่ (พาสต้าเส้นบาง)

หรือเอาไปกวนข้าวรีซอตโต้

ราดทรัฟเฟิลออยล์ซะหน่อย ก็สร้างสรรค์มื้อไฮโซได้ง่ายๆ

เห็ดพอร์ชินี่อร่อยมาก คนในบ้านที่กินด้วยชอบมาก

 

ต่อไปอันนี้ ของขวัญมายสวีทฮาร์ท จากร้าน Venchi

ช็อกโกแล็ตชง เอาไปต้มกับนมสด จนเดือด ใส่น้ำตาลลงไปเยอะๆ ให้หวานละมุน เคี่ยวจนเนียน

บีบวิปครีมเท่าที่ต้องการ ทานให้อร่อยนะคะที่รัก ♥

เลิฟยอลค่ะ

Advertisements

2 Comments Add yours

  1. Thekeeperdream says:

    อาหารน่ากินมากเลยค่ะ อ่านเพลินนนน ชอบการบรรยายแบบเข้าถึงอรรถรสแบบนี้จัง เหมือนไปนั่งอยู่ด้วย555555 เมืองก็สวยมากกกก ศิลปะกรรมของที่นั่นก็มหัศจรรย์จริงๆค่ะ ขอบคุณที่มาเขียนให้อ่านนะคะ ฟฟฟฟฟฟ

    1. kyokazuu says:

      เมืองนี้ใครชอบศิลปะนี่ตายได้เลยค่ะ ฟินสุดๆ Y w Y ขอบคุณที่ตามอ่านค่ะ ดีใจจัง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s