Tea, Little by Little แรกเริ่มเดิมที#1

Sorry for foreign readers, Thai language only again.

สวัสดีค่ะ เอนทรี่นี้มีคนรีเควส บวกกับอยากเขียนด้วยตัวเองอยู่แล้วนิดหน่อย ที่จริงบลอกนี้ควรจะเป็นบลอกเกี่ยวกับอาหารและขนมเต็มตัวไปเลยเนอะ ฮ่าๆๆ ไม่ค่อยได้วาดรูปเลย ถึงวาดก็แปะแต่ในเพจ ไว้อาร์ตบุ๊คขายเมื่อไหร่จะทยอยอัพstep วาดรูปลงบ้างนะคะ

เอนทรี่นี้เกี่ยวกับชาในอังกฤษ ความหรูหราไฮโซ ความเยอะของนาง มากมายมหาศาล ต้องยอมรับจริงๆ ว่าอังกฤษนี่”เยอะ” กับชามาก ข้อมูลที่เอามาเขียนนี่ก็สนองความสนใจของตัวเองและเผื่อใครจะเอาไปเป็น reference ในคอมมิคหรือนิยายก็ไม่ผิดแต่อย่างใด

Image

ข้อมูลเบื้องต้นมาจากหนังสือ The Ritz London Book of Afternoon Tea; The Art and Pleasures of Taking Tea โดย Helen Simpson ซึ่งแน่นอนว่าบทความนี้จะไม่ใช่แค่เอนทรี่เดียว แต่คงจะสลับมาเขียนกับเอนทรี่อื่นๆ ด้วย และจะเล่าตามความเข้าใจบวกกับประสบการณ์เล็กๆ น้อยๆ ที่เราสัมผัสมาด้วยค่ะ

เวลาน้ำชา สำหรับคนไทย ฟังแล้วคิดถึงอะไรก่อนเลยคะ? 

ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงจินตนาการยากกว่านี้ แต่เดี๋ยวนี้ง่ายขึ้นมาก เพราะร้านชาจริงจังแบบ ทไวนิ่งเอย TWG เอย เปิดกันให้ทั่วกรุงเทพ แถมร้านตามห้างก็เริ่มมีชาใส่กาบริการเป็นเซ็ตพร้อมสแตนด์ขนมคู่ทานคู่กันแล้ว ถึงความนิยมจะสู้กาแฟที่อยากกินเมื่อไหร่ก็กินไม่ได้ แต่ต้องยอมรับเลยว่าแพร่หลายกว่าแต่ก่อนมาก ทั้งนี้ทั้งนั้น ร้านใหม่ๆ ที่ไม่ได้สนใจเบื้องลึกและไม่ได้ขายชาเป็นหลักนั้นยังใช้ชาถุงกระดาษจุ่มอยู่ ซึ่งก็ง่ายและสะดวกดี แต่พอเราพูดกับคนที่ดื่มชาจริงจังว่าเอาชาซองไหนทีไร ได้โดนมันแขวะเอาทุกที แน่ล่ะค่ะ “เวลาน้ำชา” แบบคนที่ชอบและเสพย์ติดมันจริงๆ มันเต็มไปด้วยความละเอียดอ่อนกว่านั้นมากๆ มากกก มากก มีแบบแผนตั้งแต่เวลาที่ดื่ม ชาที่ดื่มตามเวลานั้นๆ ไปจนถึงขนมชนิดต่างๆเลยล่ะ

แต่ก่อนจะขยายความตรงนั้น เราจะพูดถึงอดีตของมันก่อนค่ะ

จิบแรกของชาวยุโรปมาจากไหน? รู้ไหม? ตอบได้ไหม? 

อินเดียเหรอ ไม่ใช่

ยุโรปปลูกชาเองเหรอ ก็ไม่ใช่

จิบแรกของเครื่องดื่มผู้ดีในแดนยุโรปนั้นเริ่มต้นเมื่อกลางศตวรรษที่16 ตั้งแต่ตอนที่โปรตุเกสเข้าไปปกครองมาเก๊า แล้วตัดสินใจใช้เป็นใจกลางธุรกิจ พวกพ่อค้าชาวยุโรปก็เริ่มส่งสมุนไพรต่างๆกลับมายังบ้านเกิด
และในช่วงเวลานั้นเอง ชาวยุโรปก็ได้รู้จักของขวัญอันเลอค่าของพระเจ้าที่เรียกว่าใบชา

สรุปแล้ววัฒนธรรมการดื่มชาแบบดั้งเดิมล้วนแต่มาจากประเทศจีน ซึ่งไม่ได้เอามาแต่ใบชาเท่านั้น พวกนางยังมโนแอซเซสซอรี่ส์มาประกอบการดื่มด้วย

ว่าแต่ทำไมแพงได้ขนาดนั้น?

ตอนที่เรือลำแรกที่บรรทุกใบชามายังอังกฤษ ตอนนั้นเป็นยุคที่โอลิเวอร์ ครอมเวลล์เป็นเจ้าผู้พิทักษ์ของอังกฤษ สก๊อตแลนด์ และไอร์แลนด์อยู่ ตอนนั้นคิงโดนล้ม อังกฤษก็เลยว่างเว้นจากระบอบกษัตริย์ แต่ขอไม่เล่าประวัติตานี่แล้วกัน รู้แค่ว่าตายแล้วยังโดนขุดศพมาแขวนคอแล้วตัดหัวทีหลังอีกก็พอ

นอกเรื่องไปนั่น คือช่วงนั้น (1653-1658) พ่อค้าที่นำเข้าชาจากจีน พยายามทำให้ใบชาเป็นสินค้าที่มีการยอมรับโดยการโฆษณาว่าใบชา เนี่ยเป็นยารักษาโรคนะ เป็นเครื่องดื่มที่ได้รับการตรวจสอบแล้ว Physitians เขา approved ไชน่าดริ๊งค์ตัวนี้แล้ว (คนอังกฤษตอนนั้นเรียกคนจีนว่า Chineans)

แต่ถึงจะโฆษณาไปแบบนั้นก็ไม่ได้ผลอะไร คนอังกฤษสมัยนั้นชอบของข้างถนนที่ไหน เอาอะไรโนเนมมาขาย จากต่างแดน อืม ไม่เอาอะ ไม่ว่าจะประเทศไหนเขาก็นิยมCelebrity endorsement ทั้งนั้น ชนชั้นล่างอยากเป็นชนชั้นกลาง ชนชั้นกลางอยากเป็นแบบชนชั้นสูงทั้งนั้น ชาเลยขายไม่ออกไป จนระบบคิงกลับมานี่แหละค่ะ

คิงชาร์ลส์ที่2 แต่งงานกับสาวงามโปรตุเกสนามว่าแคทเทอรีนแห่งบรากันซา ตอนนางจะย้ายมาอยู่ด้วย นางก็หอบชาลังใหญ่ยักษ์มาเป็นสินสมรสให้ชาร์ลส์ เท่านั้นล่ะ ใบชาก็กลายเป็นแฟชั่นในวังทันที ราวกับเฟอร์บี้ที่หน้าตาประหลาด แต่ดาราถ่ายรูปว่าซื้อมา คนก็แห่กันไปบูชามัน เพียงแต่ใบชาเนี่ย ราชินีดื่มเชียวนะ ราชินีเลยนะ และมันมีค่ามากกว่านั้น ต้องขอบคุณนางที่ทำให้มันบูมบูมขึ้นมา

แล้วการดื่มชาในอังกฤษก็เริ่มขึ้น…

สมัยนั้นชาเสิร์ฟกันเขียวๆ ไม่ต้องมีนมหรือน้ำตาล เสิร์ฟในเครื่องลายครามสีขาวและสีฟ้าไม่มีหูของจีน น้ำร้อนๆ ค่อยๆ รินจากกาน้ำชาปั้นสีแดงน้ำตาลแบบตะวันออก

ImageImage

อืม แล้วก็หลังจากนั้นไม่นานค่ะ ความนิยมก็พุ่งสูงปรี๊ดทันที ติดตลาดแล้วมีหรือจะปล่อยกันไปได้ง่ายๆ คะ ? ยิ่งชนชั้นสูงยอมจ่ายเท่าไหร่ก็ได้เพื่อชาพวกนี้แล้ว ก็ยิ่งมีของกระจุกกระจิกที่เอาไว้ใช้ประกอบเวลาน้ำชา เหมือนเด็กที่ซื้อบาร์บี้แล้วเป็นต้องอยากได้ชุดสารพัดของมันตามยังไงยังงั้น

ก็ ถ้าคุณไม่มีตังค์ถอยเครื่องลายครามของจีนน่ะนะ…

คุณก็ต้องใช้ pewter(เครื่องดีบุกผสมตะกั่ว)
Image

faience(เครื่องดินเผายุโรปลายดอกไม้)
Image

หรือdutch delftware (เครื่องดินเผาดัทช์สีขาวเพ้นท์ลายสีฟ้า-น้ำเงิน)
Image

เฮ้ย แก คือชามันก็แพงปะ เครื่องดื่มคิงควีนปะว้า ไหนๆจะดื่มแบบเซเลบแล้วก็ต้องให้เกียรติหน่อยสิ จะมาดื่มในภาชนะถูกๆ ไม่ได้เลย ไม่ได้!!

ตอนนั้นชาวยุโรปยังทำเครื่องลายครามเคลือบแบบจีนไม่เป็น ก็เลยต้องเอาใบชาเลอค่าเก็บไว้ใน Caddy (กล่องไม้) แยกชนิดกันเลยว่าชาพันธุ์ไหน
Image

ไม่มีกล่องไม้ก็ใส่โหลคริสตัลเอาไว้นะเธอนะ แต่ที่สำคัญที่สุด ปิดล็อคไว้ให้แน่นหนา คนขโมยมันเยอะค่ะ

นอกจากบนโต๊ะเขาจะดื่มชากันแล้ว ยังมีการเติมสีสันให้โต๊ะน้ำชาด้วยการเติมบรั่นดีรสส้มบ้าง แอลกอฮอล์เล็กน้อยลงไปบ้าง บางทีก็ใช้ดื่มเป็นเครื่องเคียงหรือเสิร์ฟปิดท้ายด้วยค่ะ

ชาในยุคขุนนาง

ช่วงศตวรรษที่18 อย่างที่บอกไปในเอนทรี่ทีแล้ว ขออนุญาตเอามาแปะซ้ำทั้งดุ้น

ใบชาสมัยศตวรรษที่18แพงมากค่ะ รวมภาษาที่รัฐเก็บไปอีก คนที่ดื่มชาน้ำแรก(first brew)ได้จึงมีแต่เศรษฐี เมื่อเจ้านายผู้น่ารักดื่มชาเสร็จ พวกคนรับใช้ที่แสนดีก็จะมาเก็บกาน้ำชาไป แล้วก็เป็นโอกาสดีๆ ที่จะได้ใช้ใบชาที่เหลือผ่านการรดน้ำร้อนที่ก้นกามาชงดื่มกันเอง เรียกว่าชาน้ำสอง (second brew) ไม่รู้ว่าเป็นความชอบหรือเพราะอยากเลียนแบบคนรวยเหมือนกัน เมื่อชงของตัวเองเสร็จก็รวบรวมเป็นชาน้ำสามไปขายทางประตูหลังบ้าน ราคาถูกแต่เงินเข้ากระเป๋าตัวเอง

ซึ่งชาน้ำสามนี้เป็นของสามัญชนประตูหลังแล้วค่ะ คนที่ซื้อก็มีวิธีดื่มที่ ‘สักแต่ว่าให้มีชา’ อยู่ในเครื่องดื่มเพื่อแบบ ให้ดูรวยนิดนึงอะ คือต้มน้ำเดือด ใส่ใบชาใช้แล้ว และเหล้ายินราคาถูกลงไปผสม โดยมีคำโปรยโฆษณาว่า “เมาๆแค่1เพนนี เมาให้ตายก็จ่ายแค่2เพนซ์’ ขายกันเป็นล่ำเป็นสัน

จะโทษคนขายชาน้ำสามก็ไม่ได้น่ะนะคะ เพราะรัฐบาลก็เห็นประโยชน์จากเครื่องดื่มไฮโซนี้มากมายมหาศาล ใส่ภาษีกันซะรวยไม่รู้เรื่อง เรียกได้ว่าโก่งราคาจนไร้จิตสำนึกเลยค่ะ แพงจนราวกับดื่มชาแล้วจะฉี่ออกมาเป็นทอง พวกพ่อค้าชาน้ำสามก็เลยจัดก๊งชาสามัญชนซะเลย ชาจริงบ้างเก๊บ้าง สวมวิญญาณเตนาดิเยร์ที่มีอยู่เกลื่อนกลาดในยุคนั้น ผสมซัลเฟตเหล็กบ้าง ฉี่แกะบ้างลงไป พ่อค้าบางรายขายชาแท้ แต่หนีภาษีซะเลย นักบวชที่อาศัยในโบสถ์ติดทะเล (ท่าเรือ)เองก็ยังอนุโลมให้พ่อค้าพวกนี้ขนชาหนีภาษีมาแอบเก็บไว้ในห้องใต้ดินของโบสถ์เลยค่ะ

กรรมก็ตามสนองรัฐบาลเอาสักวันตอนอังกฤษตามไปขึ้นภาษีชาที่อเมริกาค่ะ คงรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นใน Boston Tea Party นะคะ ไปลองหาอ่านกันดู

ลงไปหาชนชั้นล่างเสียนาน กลับมาหาเหล่าไฮโซของเราบ้าง ยุคที่ยังไม่มี Afternoon Tea เป็นกิจลักษณะ  ขุนนางเขาพอใจจะดื่มชากันตอนเช้าหลังตื่นนอน กับหลังมื้อเย็น ชาจีนเขียวๆ ไม่ใส่นม จะเป็น Bohea หรือ Twankey หรือ Hyson ก็ดี  คนรับใช้จะรินชาจาก Oval-bodied teapots หรือกาน้ำแบบอวบอ้วน หน้าตาเริ่มมีเค้ายุโรป ถ้วยชาแบบ Soft paste Porcelain ที่ทั้งสวยทั้งแพง
Image

ของเหล่านี้เริ่มทำให้หน้าตาเหมือนคนอังกฤษกันมากขึ้นเมื่อปี 1745 พอเริ่มมาและด้วยไอเดียบรรเจิดของคนรักชาและผู้ผลิตในเชลซี ชุดน้ำชาเคลือบพวกนี้ก็เริ่มมีหน้าตาน่ารักขึ้นเรื่อยๆ ลายดอกไม้ที่คนอังกฤษโปรดปรานเสมอ แน่ล่ะว่าขาดไม่ได้เลย ตามมาด้วยรูปร่างสัตว์ ไก่ ผลไม้ พอมีคู่แข่งมากขึ้นเรื่อยๆ ดีไซน์ใหม่ๆก็ตามมา เช่นถ้วยชาที่มีภาพประกอบนิทาน หรือแม้กระทั่งฉาบสีทองข้างใน

ImageImage

ชนชั้นกลางก็อยากดื่มบ้าง 

Vauxhall กับ Ranelagh สองผู้ประกอบการเริ่มทำให้การดื่มชาเป็นสังคมมากขึ้น “ไม่ใช่แค่ชนชั้นสูงหรอกนะที่จะดื่มชาได้ และก็ไม่ต้องไปเก็บตัวดื่มกันเงียบๆ ในบ้านด้วย” ใครก็มาได้ ร้านน้ำชาที่เสียค่าเข้าในราคาปานกลาง ตกแต่งแบบจีนด้วยโคมไฟสลัวแบบที่สาวผู้ดีอังกฤษที่ม่านตารับแต่แสงสว่างไสวของโคมเทียนและเตาผิงในบ้านอาจจะสะดุดล้มชนสาวใช้ก้นจ้ำเบ้าได้  มีมื้อเย็นบริการ ดอกไม้ไฟเอย รวมกันอยู่ในบ้านที่สร้างปลอมๆ เลียนแบบบ้านจีน และแน่นอน เสิร์ฟชากันเป็นล่ำเป็นสัน

ถ้าใครเคยอ่าน Kuroshitsuji คงเคยผ่านฉากที่เซบาสเตียนรินชาเสิร์ฟนายน้อยชิเอล พลางสาธยายชื่อใบชากับถ้วยชาสุดแฟบิวลัสของนางอยู่บ้าง
tea11

ชื่อ Wedgwood  นี้มาจากมิสเตอร์โจไซอาห์ เวดจ์วูด หนุ่มหล่อจากStaffordshire ที่บอกว่าหล่อนี่คือหัวใจฮีหล่อมาก ด้วยคติที่ฮีกล่าวว่า “พวกคุณจะมีความสุขกับชามากขึ้นเป็นสองเท่า ถ้าได้ดื่มกับเพื่อน” เขาเป็นผู้ริเริ่มการทำ Tea Service แบบที่ลดราคาฮวบฮาบ ให้ต่ำจนคนสามัญสามารถร่วมวงดื่มได้โดยไม่เป็นภาระทางการเงิน แต่เขาก็เป็นพวกเพอร์เฟ็คชันนิสม์แบบที่ผลิตหรือออกแบบกาน้ำชาแบบไหนออกมาก็ตาม ต้องให้เมียได้ทดสอบความพึงพอใจก่อน ชอบไหม สีสวยไหม ผู้หญิงอยากได้แบบไหนกัน งานของเขาไม่มีใครเหมือน แรกสุดเขาออกกาน้ำชาสีเอิร์ธโทน ต่อมาทำจากหินอ่อน อาเกต ประดับด้วยกระดองเต่า เปลี่ยนแบบไปเรื่อยๆ คนทั่วไปชอบงานของเขา โดยเฉพาะกาน้ำชาเคลือบเกลซสีเขียวลายผักกาด กับ Creamware กาน้ำชาที่มีผิวสัมผัสละมุน เป็นที่ต้องตาพระราชินีชาร์ล็อต ทำให้เขาได้ทีเปลี่ยนชื่อตามเป็น Queenswear  และแน่นอน ต้นทุนและราคาของมันถูกกว่า Porcelain ของคนรวยหลายเท่า
tea12 tea13

งานของเวดจ์วู้ดไม่เคยตกเทรนด์เลย เขามักจะนำแฟชั่นเสมอ จนปลายศตวรรษที่18 คนกลับมาฮิตธีมคลาสสิคกันอีกครั้ง เขาลดความเป็นเด็กในงานของเขาลง และออกกาน้ำชาตัวใหม่ที่เรียกว่า Jasperwear ซึ่งกลายเป็นผลงานที่โด่งดังของเขา
tea14
น่ารักจริงๆ อยากได้เลย สวยมากกก ชุด Jasperwear มีหลายสี ที่โด่งดังที่สุดคือสี wedgwood light blue นี่เอง เซบาสเตียนคงหมายถึงเซ็ตนี้ แต่อ.ยานะ โทโบโซะวาดออกมาไม่ค่อยเหมือนเท่าไหร่ค่ะ ฮ่าๆๆ

 

ขอจบเรื่องราวไว้ครึ่งแรกเท่านี้ก่อน ครั้งหน้าจะมาพูดถึงยุค Victorian กับการเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่างค่ะ

ตามอ่านกันนะคะ เจอกันเอนทรี่หน้า เลิฟยอล

-kia

Advertisements

4 Comments Add yours

  1. แมวมะม่วง says:

    หวายๆๆ ชอบจังเลยเคีย อยากอ่านวิธีการดื่มชาแบบฉบับอังกฤษมาก

    สรุปว่าก็รับวัฒนธรรมมาจากจีนสินะ แต่ก็ปรับจนเป็นเอกลักษณ์ของอังกฤษไปแล้ว

    เราเองก็อยากเขียนเรื่องการดื่มชาจีนบ้างเหมือนกัน (ถึงจะไม่วิลิศมาหราแต่ก็ละเอียดอ่อนปราณีตนะ)

    จะว่าไปเพิ่งเคยเห็นงานแรกๆของเวดจ์วู้ดนะเนี่ย ไม่คิดว่าเค้าเคยดีไซน์อะไรที่แบบ…กุ๊กกิ๊กงี้ด้วยอ่ะ 55

    1. kyokazuu says:

      เยย์ ตอนนี้อัพตอนต่อเรียบร้อยแล้ว หวังว่าจะได้รู้อะไรมากกว่าเดิม ขอบคุณที่อ่านนะ อิอิ
      เราก็ชอบชาจีน อุ่นๆ คอดี แต่วิธีอะไรนี่ไม่รู้เลยล่ะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s